เมื่อรถยนต์คู่ใจเกิดรอยขีดข่วน รอยถลอก หรือสีซีดจาง การทำสีรถยนต์จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยคืนความสวยงามให้รถกลับมาดูดีอีกครั้ง แต่หลายคนอาจสงสัยว่าควรเลือกทำสีรถยนต์เฉพาะจุด หรือทำสีรถยนต์ทั้งคันดีกว่ากัน? เพราะทั้งสองแบบมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับการทำสีรถยนต์ทั้งสองแบบอย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และปัจจัยที่ควรพิจารณา เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกวิธีการทำสีรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคุณได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ทำสีรถยนต์เฉพาะจุดกับทำสีรถทั้งคัน ต่างกันยังไง?
1.ทำสีรถเฉพาะจุด
การทำสีรถเฉพาะจุดเป็นการซ่อมแซมและทำสีเฉพาะบริเวณที่เกิดความเสียหาย เช่น รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือรอยบุบเล็กน้อย โดยไม่ต้องทำสีใหม่ทั้งคัน วิธีนี้มีข้อดีคือประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการทำสีทั้งคัน อีกทั้งยังช่วยรักษาสีเดิมของรถไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคืออาจเกิดความแตกต่างของสีหากช่างไม่มีความชำนาญ และความคงทนอาจน้อยกว่าการทำสีทั้งคัน นอกจากนี้ การทำสีเฉพาะจุดไม่เหมาะกับความเสียหายขนาดใหญ่ การทำสีรถเฉพาะจุดจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซ่อมแซมรอยความเสียหายเล็กน้อยและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่หากรถมีรอยเสียหายขนาดใหญ่หรือต้องการเปลี่ยนสีรถทั้งคัน การทำสีรถทั้งคันอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
2.ทำสีรถรอบคัน
การทำสีรถทั้งคันเป็นการทำสีใหม่ทั้งภายนอกและภายในตัวรถ ซึ่งมีข้อดีคือช่วยให้รถกลับมาดูใหม่ สวยงาม และสามารถเปลี่ยนสีรถได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตาม การทำสีรถทั้งคันมีข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำสีเฉพาะจุด และใช้เวลานานกว่า นอกจากนี้ หากช่างไม่มีความชำนาญ อาจทำให้สีที่ทำใหม่ไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ การทำสีรถทั้งคันเหมาะสำหรับรถที่มีรอยเสียหายขนาดใหญ่ สีซีดจางทั้งคัน หรือต้องการเปลี่ยนสีรถ การเลือกอู่ทำสีที่มีคุณภาพและช่างที่มีความชำนาญจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้งานสีที่สวยงามและคงทน
ประเภทการทำสีรถในปัจจุบัน
การทำสีรถยนต์ไม่ได้มีแค่ประเภทของสีที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ยังมีระบบการทำสีที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งแต่ละระบบก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนี้
1.สี 1K (1 Komponent)
เป็นระบบสีที่มีองค์ประกอบเดียว คือมีแต่ตัวสีอย่างเดียว เวลาใช้สีจะต้องนำมาผสมกับตัวทำละลายอีกครั้ง เพื่อให้สามารถพ่นสีลงบนพื้นผิวรถได้ เมื่อพ่นสีลงบนพื้นผิวรถ ตัวทำละลายจะระเหยออกไป เหลือแต่สีที่แห้งตัวแล้วเท่านั้น ซึ่งมีทั้งแบบสีแห้งเร็วและแห้งช้า
2.สี 2K (2 Komponent)
เป็นระบบสีที่มีสององค์ประกอบ คือสีและตัวเร่งแข็ง ต้องผสมกันก่อนใช้งาน โดยตัวเร่งแข็งจะทำให้สีแห้งตัวและแข็งแรงขึ้น ให้ความทนทานและเงางามสูงกว่าสี 1K สี 2K จะมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าสี 1K เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความทนทานสูง
3.สี OEM (Original Equipment Manufacturer)
เป็นสีที่ใช้ในโรงงานผลิตรถยนต์ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสีอบ (High Bake Paint) โดยสีชนิดนี้มีเพียงองค์ประกอบเดียว ในการใช้งานอาจนำมาผสมกับตัวทำละลายเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น จะแห้งตัวโดยการอบที่อุณหภูมิสูงประมาณ 120-160 องศาเซลเซียส หลังจากที่สีแห้งตัวจะได้ฟิล์มสีที่มีคุณภาพดี ชั้นฟิล์มมีความแข็งแรง ยึดเกาะได้ดีเยี่ยม เนื้อสีมีความเงา ทนทานต่อแสงแดด สีไม่ซีดจางง่าย มีความคงทนสูง สีติดทนนาน
ราคาทำสีรถเริ่มต้นที่เท่าไหร่
ราคาทำสีรถยนต์เริ่มต้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ประเภทของสี ขนาดของรถยนต์ เป็นต้น การทำสีรถเฉพาะจุด ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 – 8,000 บาทต่อจุด ขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นส่วนรถหรือความร่องรอยความเสียหาย ในกรณีที่ซ่อมสีรถ สำหรับการทำสีรถทั้งคันราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 ขึ้นไป
การทำสีรถใช้กี่วันเสร็จ
ระยะเวลาในการทำสีรถยนต์นั้นไม่สามารถระบุได้อย่างเจาะจง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นประเภทของการทำสี ขนาดและความซับซ้อนของงาน ประเภทของสีที่ใช้ และคิวงานของอู่ โดยทั่วไปแล้ว การทำสีเฉพาะจุดจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในขณะที่การทำสีทั้งคันอาจใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงานและประเภทของสีที่เลือกใช้
- การทำสีเฉพาะจุด : หากเป็นจุดเล็ก ๆ อาจใช้เวลาน้อยกว่า 1 สัปดาห์ แต่ถ้าหากเป็นจุดใหญ่ หรือหลายจุด อาจกินเวลาเกิน 1 สัปดาห์
- การทำสีทั้งคัน : โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าในกรณีที่มีความซับซ้อนของชิ้นงานสูง หรือเป็นสีพิเศษ เช่น สีมุก หรือสีด้าน อาจใช้เวลานานมากกว่านั้น
นอกจากนี้ ประเภทของสีที่ใช้ก็มีผลต่อระยะเวลาในการทำสีเช่นกัน โดยสี 2K หรือสีแห้งช้า จะใช้เวลาในการแห้งตัวนานกว่าสีประเภทอื่น ดังนั้น เพื่อให้ทราบระยะเวลาที่แน่นอน ควรสอบถามรายละเอียดจากอู่ทำสีรถยนต์โดยตรง
การดูแลรถยนต์หลังทำสีมาใหม่
การดูแลรักษารถยนต์หลังการทำสีใหม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสีให้สวยงามและคงทนได้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยมีข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังดังนี้
- หลีกเลี่ยงการล้างรถทันที : หลังจากการทำสีใหม่ ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 30 วัน ก่อนที่จะล้างรถ เพื่อให้สีแห้งสนิทและยึดเกาะกับพื้นผิวได้อย่างเต็มที่
- ล้างรถอย่างระมัดระวัง : เมื่อถึงเวลาล้างรถ ควรใช้น้ำเปล่าหรือน้ำยาล้างรถที่มีค่า pH เป็นกลาง หลีกเลี่ยงการใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์ ในการเช็ดทำความสะอาด และเช็ดอย่างเบามือ เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน
- หลีกเลี่ยงการขัดสีหรือเคลือบเงา : ในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการทำสีใหม่ ไม่ควรขัดสีหรือเคลือบเงา เพราะสีอาจยังไม่แห้งสนิทดีพอ
- หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด : แสงแดดและความร้อนอาจทำให้สีซีดจางหรือเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น ควรจอดรถในที่ร่มหรือใช้ผ้าคลุมรถเพื่อป้องกัน
- ระวังรอยขีดข่วนและคราบสกปรก : หลีกเลี่ยงการนำรถไปในบริเวณที่มีเศษหินหรือสิ่งสกปรกที่อาจกระเด็นมาโดนสีรถ หากมีคราบสกปรก เช่น ขี้นก ยางไม้ หรือยางมะตอย ควรเช็ดออกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คราบฝังแน่นและทำลายสีรถ
- การลงแว็กซ์หรือเคลือบสี : หลังจาก 3-6 เดือนสามารถลงแว็กซ์เคลือบสีรถได้ แต่ควรเลือกน้ำยาที่มีคุณภาพและใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ในการเช็ด
การทำสีรถยนต์มีสองทางเลือกหลักๆ คือ การทำสีเฉพาะจุด และการทำสีทั้งคัน การทำสีเฉพาะจุดเหมาะสำหรับรอยขีดข่วนเล็กน้อย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา แต่สีที่ทำใหม่อาจแตกต่างจากสีเดิม และไม่เหมาะกับรอยเสียหายขนาดใหญ่ ส่วนการทำสีทั้งคันเหมาะสำหรับรถที่มีรอยเสียหายขนาดใหญ่ หรือต้องการเปลี่ยนสีรถ ช่วยให้รถดูใหม่และสวยงาม แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและใช้เวลานานกว่า
